สาระน่ารู้เกี่ยวกับประเทศจีน

จีน (China) หรือชื่อทางการคือ สาธารณรัฐประชาชนจีน (People's Republic of China) ประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์ส่วนใหญ่ที่ชาวตะวันตกเรียกรวม ๆ ว่า China (จีน) ประเทศจีนเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลก โดยประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวจีนฮั่น จีนเป็นประเทศที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออก และมีขนาดเป็นอันดับ 3 ของโลก เป็นรองเพียงรัสเซียและแคนาดา

สาธารณรัฐประชาชนจีนมีพรมแดนติดกับ 15 ประเทศ (นับเวียนตามเข็มนาฬิกา) คือ เวียดนาม ลาว พม่า อินเดีย ภูฏาน สิกขิม เนปาล ปากีสถาน อัฟกานิสถาน ทาจิกิสถาน คีร์กีซสถาน คาซัคสถาน รัสเซีย มองโกเลีย และ เกาหลีเหนือ

ตั้งแต่ก่อตั้งสาธารณรัฐเมื่อปีพ.ศ.2492 ประเทศจีนอยู่ภายใต้การปกครองของพรรคคอมมิวนิสต์จีน สาธารณรัฐประชาชนจีนอ้างอธิปไตยเหนือเกาะไต้หวัน เกาะเผิงหู เกาะเอ้หมึง (จีนกลาง: จินเหมิน) และหมู่เกาะม้าซู้ (จีนกลาง: หมาจู่) แต่ไม่ได้ปกครอง โดยที่เกาะเหล่านี้ปกครองโดยสาธารณรัฐจีน ซึ่งมีเมืองหลวงอยู่ที่กรุงไทเป (จีนกลาง: ไถเป่ย) ฐานะทางการเมืองของสาธารณรัฐจีนนั้นยังเป็นที่โต้แย้งกันอยู่

คำว่า จีนแผ่นดินใหญ่ ใช้เรียกส่วนของจีน ที่อยู่ภายใต้การปกครองของสาธารณรัฐประชาชนจีน (ส่วนใหญ่จะยกเว้นเขตบริหารพิเศษ 2 แห่ง คือ ฮ่องกง และมาเก๊า) บางคนนิยมเรียกสาธารณรัฐประชาชนจีนว่า จีนแดง (Red China) โดยเฉพาะผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับจีน ปัจจุบันสาธารณรัฐประชาชนจีนและประเทศญี่ปุ่นเป็นมหาอํานาจในภูมิภาคเอเชีย มีเศรษฐกิจและกำลังทางทหารใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชีย

เหมาเจ๋อตุงประกาศตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีนที่จัตุรัสเทียนอันเหมินและปกครองระบอบคอมมิวนิสต์สงครามกลางเมือง (Chinese Civil War) ระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์จีนกับพรรคก๊กมินตั๋ง (ชื่อทางการว่า:พรรคชาตินิยมแห่งประเทศจีน (KMT)) สิ้นสุดลงในปี พ.ศ. 2492 หลังสงครามโลกครั้งที่2 โดยจบลงด้วยการที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนได้เข้าปกครองจีนแผ่นดินใหญ่ ส่วนพรรคก๊กมินตั๋งได้เข้าปกครองไต้หวันและเกาะบางเกาะในมณฑลฝูเจี้ยน ในวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2492 เหมาเจ๋อตุงได้ประกาศสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีน และปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์ การปกครองในสมัยของเหมานั้นเข้มงวดและกวดขัน แม้กระทั่งชีวิตประจำวันของประชาชน หลังจากที่เหมาเจ๋อตุงถึงแก่อสัญกรรม เติ้งเสี่ยวผิงก็ได้ขึ้นสู่อำนาจ โดยจีนยังคงอยู่ในระบอบคอมมิวนิสต์ หลังจากนั้นรัฐบาลจีนจึงได้ค่อยๆลดการควบคุมชีวิตส่วนตัวของประชาชนและพยายามที่จะปฏิรูประบบเศรษฐกิจของตนให้เป็นไปตามกลไกตลาด

การปฏิวัติครั้งแรกของจีนเกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2454 (ค.ศ. 1911) ซึ่งเป็นการโค่นล้มอำนาจการปกครองของราชวงศ์ชิง โดยการนำของ ดร.ชุน ยัตเซน หัวหน้าพรรคก๊กมินตั๋ง เป็นผลทำให้จีนเปลี่ยนแปลงการปกครองเข้าสู่ประชาธิปไตยในที่สุด

สาเหตุที่ก่อให้เกิดการโค่นล้มอำนาจครั้งนี้น่าจะมาจากความเสื่อมโทรมของสภาพสังคมจีน ผู้นำประเทศจักรพรรดิแมนจูไม่มีอำนาจกำลังพอที่จะปกครองประเทศได้ ซึ่งตลอดระยะเวลาปกครอง 268 ปี (พ.ศ. 2187 – 2455) มีแต่การแย่งชิงอำนาจในหมู่ผู้นำราชวงศ์ ด้วยเหตุนี้ราษฎรส่วนมากจึงตกอยู่ในสภาพยากจน ชาวไร่ชาวนาถูกขูดรีดภาษีอย่างหนัก ถูกเอารัดเอาเปรียบจากเจ้าของที่ดิน ชาวต่างชาติเข้ามากอบโกยผลประโยชน์ แผ่นดินจีนถูกคุกคามจากต่างชาติ โดยเฉพาะชาติมหาอำนาจตะวันตก และญี่ปุ่น ซึ่งจีนทำสงครามต่อต้านการรุกรานของกองกำลังต่างชาติ เป็นฝ่ายแพ้มาโดยตลอด ทำให้คณะปฏิวัติไม่พอใจระบอบการปกครองของราชวงศ์แมนจูเพื่อความสำเร็จในการแก้ปัญหาของประเทศชาติ ดร. ซุน ยัตเซ็น ผู้นำฯ จึงได้ประกาศอุดมการณ์ของการปฏิวัติ 3 ประการ เรียกว่า “ลัทธิไตรราษฎร์” มีหัวข้อดังนี้ ประชาธิปไตย มีการปกครองในระบอบสาธารณรัฐประชาธิปไตย และมีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศชาตินิยม ต้องขับไล่อำนาจและอิทธิพลของต่างชาติออกไปจากจีน สังคมนิยม มีการจัดสรรที่ดินให้แก่เกษตรกร

การปฏิวัติของจีนครั้งที่สอง ในปี พ.ศ. 2492 (ค.ศ. 1949) เป็นการปฏิวัติภายหลังสงครามโลกครั้งที่สองยุติลง (ค.ศ. 1939 – 1945)        ภายใต้การนำของ เหมา เจ๋อตุง ผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์จีน เป็นการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสาธารณรัฐประชาธิปไตย เข้าสู่ระบอบสังคมนิยม หรือคอมมิวนิสต์ มีสาเหตุซึ่งสรุปได้ดังนี้ ปัญหาความเสื่อมโทรมทางเศรษฐกิจและความยากจนของประชาชน ซึ่งรัฐบาลของประธานาธิบดี เจียง ไคเช็ค ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ การเผยแพร่อุดมการณ์คอมมิวนิสต์ในประเทศจีน เพื่อมุ่งแก้ไขปัญหาความยากจนของราษฎร โดยให้ความสำคัญแก่ชนชั้นผู้ใช้แรงงานและเกษตรกร และเป็นศัตรูกับชนชั้นนายทุน การปฏิวัติครั้งที่สองของจีนมีความสำเร็จ สรุปได้ดังนี้ ระบอบคอมมิวนิสต์ในยุคของ เหมา เจ๋อตุง รัฐบาลได้ยึดที่ดินทำกินของเอกชนมาเป็นของรัฐบาลและใช้ระบบการผลิตแบบนารวม (หรือคอมมูน) ชาวนามีฐานะเป็นแรงงานของรัฐ ทำให้ขาดความกระตือรือร้นเพราะทุกคนได้รับผลตอบแทนเท่ากัน ชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนส่วนใหญ่มีสภาพลำบากยากจนเหมือนๆกัน ระบอบคอมมิวนิสต์ในยุคของ เติ้ง เสี่ยวผิงเป็นยุคที่จีนปฏิรูปเศรษฐกิจของประเทศให้เป็นระบบตลาดหรือทุนนิยม โดยยอมรับแนวทางทุนนิยมของชาติตะวันตกมากขึ้น เช่น เปิดรับการลงทุนจากต่างชาติ เพื่อให้คนจีนมีงานทำและอนุญาตให้ภาคเอกชนดำเนินธุรกิจการค้าได้ เป็นต้น ทั้งนี้ ระบอบการปกครองยังคงเป็นคอมมิวนิสต์เหมือนเดิม

นโยบาย “หนึ่งประเทศ สองระบบ” ในสมัยของ “เติ้ง เสี่ยวผิง” หมายถึง มีประเทศจีนเพียงประเทศเดียว แต่มีระบบเศรษฐกิจและการปกครอง 2 แบบ ได้แก่ระบอบคอมมิวนิสต์ สำหรับจีนแผ่นดินใหญ่ (ไม่รวมไต้หวัน) ระบอบประชาธิปไตยและระบอบทุนนิยมเสรี สำหรับฮ่องกงและมาเก๊า

ผลกระทบของการปฏิวัติจีนครั้งที่สอง คือการปฏิวัติของ เหมา เจ๋อตง เป็นแบบอย่างในการปฏิวัติของกระบวนการคอมมิวนิสต์ในประเทศกำลังพัฒนา ทั้งในทวีปเอเชีย แอฟริกา และอเมริกาใต้ โดยเฉพาะการใช้ยุทธศาสตร์ “ป่าล้อมเมือง” โดยเริ่มจากการปฏิวัติของเกษตรในชนบทและค่อยๆขยายเข้าไปสู่เมือง การปฏิรูปเศรษฐกิจตามแนวของ เติ้ง เสี่ยวผิง โดยยอมรับระบบทุนนิยมของโลกตะวันตก เป็นตัวอย่างความสำเร็จของการแยกระบบการปกครองออกจากระบบเศรษฐกิจ

 

อาณาเขตประเทศจีน

ประเทศจีน นั้น ตั้งอยู่ทางตะวันออกของทวีปเอเชีย ทางตะวันตกของ มหาสมุทรแปซิฟิก มีพื้นที่ทั้งหมด 9,600,000  ตารางกิโลเมตร  เป็นประเทศที่ใหญ่เป็นอันดับสามของโลก รองจาก ประเทศรัสเซียและแคนาดา ประเทศจีนมีชายแดนติดกับประเทศอื่นถึง 22,800 กิโลเมตร มีชายแดนติดกับประเทศต่าง ๆ ดังนี้

ทิศตะวันออก : ติดประเทศเกาหลี 
ทิศเหนือ : ติดประเทศมองโกลเลีย 
ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ : ติดประเทศรัสเซีย 
ทิศตะวันตกและตะวันตกเฉียงใต้  : ติดประเทศอินเดีย อัฟกานิสสถาน เนปาล ภูฐาน และปากีสถาน 
ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ : ติดประเทศคาซัสสถาน, เคอกิสสถาน 
ทิศใต้ :  ติดประเทศพม่า ลาว และเวียดนาม

ประชากรของประเทศจีน

ประชาชนจีนมีทั้งสิ้น 56 ชนเผ่า ส่วนใหญ่นับถือ พระพุทธศาสนา โดยนับถือนิการเถรวาท 300 กว่าล้าน นอกนั้นนับถือ นิกายมหายาน และวัชรญาณ โดยนับถือปนไปกับลัทธิขงจื้อและเต๋า มีนับถือ ศาสนาอิสลาม 11 กว่าล้าน นับถือศาสนาคริสต์ 9 ล้าน

ประเทศจีนในปัจจุบันเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลก ในปี พ.ศ.2550 จีนมีประชากร 1,318 ล้านคน จีนมีประชากรมากกว่าประเทศไทยประมาณ 21 เท่า ในช่วงปี พ.ศ.2493 จีนมีประชากรประมาณ 563 ล้านคนและอีก 30 ปีต่อมาประชากรจีนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วถึง 1,000 ล้านคน ในปี พ.ศ.2522 จีนได้มีนโยบายหนึ่งครอบครัวมีลูกหนึ่งคน ซึ่งนโยบายนี้ทำให้การเพิ่มจำนวนของประชากรจีนเริ่มช้าลงและคาดกันว่าอีกประมาณ 30ปี จีนจะมีประชากรประมาณ 1,500 ล้านคนและหลังจากนั้นประชากรก็จะเริ่มลดลง นโยบายหนึ่งครอบครัวมีลูกหนึ่งคนสามารถช่วยลดจำนวนประชากรของจีนได้เร็วแต่ก็มีผลในทางลบเช่นกันเมื่อประมาณห้าสิบปีที่แล้วจีนมีอัตราเจริญพันธ์รวม (จำนวนเด็กที่ผู้หญิงหนึ่งคนสามารถให้กำเนิดได้ตลอดชีวิต) เท่ากับ 6 คนและในปัจจุบันจีนมีอัตราเจริญพันธ์รวมเหลือเพียง 1.7 คนเท่านั้น โดยเฉพาะในเขตเมืองเหลือเพียง 1.2 เท่านั้น ซึ่งหมายความว่าทุกคู่แต่งงานจะมีลูกเพียงหนึ่งคนเท่านั้น และถ้ามีเหตุการณ์อย่างนี้ต่อเนื่องไปอีกสองชั่วอายุคน ผลจากการมีลูกหนึ่งคนจะทำให้เด็กที่เกิดใหม่ไม่มีญาติ ไม่มีพี่น้อง ไม่มีลุงป้าน้าอา มีแต่พ่อแม่และปู่ย่าตายายเท่านั้น เมื่อลูกชายแต่งงานต้องอาศัยอยู่ที่บ้านพ่อแม่และปู่ย่า ขณะเดียวกันบ้านที่ลูกสาวแต่งงานออกไปก็จะมีแต่พ่อแม่และตายายไม่มีใครมาดูแล ชีวิตไร้ญาติจะมีผลกระทบกับสังคมอย่างไร นโยบายหนึ่งครอบครัวมีลูกหนึ่งคนอาจจะทำให้เกิดภาวะผู้หญิงขาดแคลนได้ด้วย เพราะว่าคนจีนมีความต้องการบุตรชายมากกว่าบุตรหญิงจึงพยายามทำทุกวิถีทางที่จะให้ได้ลูกชาย และก็ปรากฏว่าสัดส่วนทางเพศชายต่อหญิงสูงมากกว่าปกติ โดยปกติเมื่อแรกเกิดจะมีเด็กชายเกิดมากกว่าเด็กหญิงร้อยละ 5 แต่ในจีนบางปีมีถึงร้อยละ 20 ถ้าเป็นลูกคนที่สองหรือสามแล้วสัดส่วนยิ่งห่างกันมาก บางพื้นที่มีแจ้งเกิดเด็กชายมากกว่าถึงร้อยละ 60 ทั้งนี้มีสาเหตุที่เป็นไปได้คือ การทำลายเด็กเพศหญิงที่เกิดใหม่ ไม่แจ้งเกิดเด็กที่เกิดเป็นเพศหญิง การนำไปฝากหรือยกให้ผู้อื่นเลี้ยง หรือ การทำแท้งเมื่อรู้ว่าเป็นเพศหญิง

ลักษณะภูมิประเทศจีน

จีนเป็นประเทศที่มีภูเขาเป็นจำนวนมาก เขตภูเขากินพื้นที่ประมาณ 2 ใน 3 ของพื้นที่ทั่วประเทศ เขตภูเขาที่ว่านี้รวมถึงเขตภูเขา เนินเขาและที่ราบสูง ในลักษณะภูมิประเทศชนิดต่าง ๆ ทั่วประเทศ เป็นเขตภูเขาประมาณร้อยละ 33 ที่ราบสูงประมาณร้อยละ 26 แอ่งแผ่นดิน ประมาณร้อยละ 19 ที่ราบประมาณร้อยละ 12 เนินเขาประมาณร้อยละ 10 เมื่อหลายล้านปีก่อน ที่ราบสูงชิงไห่-ทิเบต โก่งขึ้น การเคลื่อนไหวครั้งสำคัญของเปลือกโลก ที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ครั้งนี้ทำให้ลักษณะภูมิประเทศของจีนได้ก่อรูปขึ้น มองผืนแผ่นดินใหญ่ของจีนกลางเวหา ลักษณะภูมิประเทศของจีนก็เช่นเดียวกับขึ้นบันไดค่อย ๆ ต่ำลงจากด้านตะวันตกสู่ด้านตะวันออก เนื่องจากแผ่นดินอินเดียกับแผ่นดินยุโรปเอเชียเกิด กระทกกระแทกกัน ที่ราบสูงชิงไห่-ทิเบต จึงโก่งขึ้นเรื่อย ๆ เฉลี่ยแล้วสูงกว่าระดับน้ำทะเล 4,000 เมตรขึ้นไปจนได้รับสมญานานว่า หลังคาโลก ซึ่งเป็นบันไดขั้นแรกของภูมิประเทศของจีน ยอดเขาจูมู่ลังมาซึ่งเป็นยอดเขาที่สำคัญที่สุดของภูเขาหิมาลัยบนที่ราบสูงนี้สูงกว่าระดับน้ำทะเล 8,848.13 เมตร เป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในโลก บันไดขั้นที่สองประกอบด้วยที่ราบสูง มองโกล ที่ราบสูงดินเหลือง ที่ราบสูงยูนนานและกุ้ยโจว แอ่งทาริม แอ่งจูงการ์และแอ่งเสฉวน เฉลี่ยแล้วสูงกว่าระดับน้ำทะเล 1,000-2,000 เมตร  ผ่านเทือกเขาต้าซิงอันหลิ่ง เทือกเขาไท่หางซาน เทือกเขาอู ซานและเสิ่ยเฟิงซานในด้านตะวันออกของบันไดขั้นที่ 2 ตรงไปสู่ชายฝังมหาสมุทรแปซิฟิก ในด้านตะวันออกเสียอีกก็คือบันไดขั้นที่ 3 และความสูงของบันไดขั้นที่ 3 ได้ลดลงถึงขนาดเหนือระดับน้ำทะเล 500 เมตรหรือไม่ถึง 1,000 เมตร จากเหนือสู่ใต้มีที่ราบตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ราบภาคเหนือและที่ราบตอนกลางและตอนปลายแม่น้ำแยงซี รอบ ๆ ที่ราบเหล่านี้คือ ภูเขาต่ำ และเนินเขา ไปสู่ด้านตะวันออกเสียอีกก็คือเขตทะเลตื้นบนไหล่ทวีปของจีน ซึ่งก็คือบันไดขั้นที่ 4 น้ำทะเลส่วนใหญ่ลึกไม่ถึง 200 เมตร

ภูมิอากาศของจีน

จีนเป็นประเทศที่มีพื้นที่กว้างใหญ่มากเป็นอันดับที่ 3 ของโลก รองจากรัสเซียและแคนาดา จึงทำให้แต่ละภาคของจีนมีสภาพอากาศที่แตกต่างกันจากหนาวสุดถึงร้อนจัด โดยที่ภาคเหนือจะมีอากาศหนาวเย็นมากในฤดูหนาว (ราวปลายเดือนพฤศจิกายนถึงต้นเดือนกุมภาพันธ์) เช่น กรุงปักกิ่งในช่วงฤดูหนาวอุณหภูมิติดลบ 10-15 องศาเซลเซียส มีลมแรงและหิมะตก ช่วงหนาวสุดคือเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ สภาพอากาศในฤดูหนาวทางภาคเหนือบริเวณพื้นที่เหนือกำแพงเมืองจีนถึงเขตมองโกเลียในมีอุณหภูมิติดลบถึง 40 องศาเซลเซียส ช่วงอากาศดีในภาคเหนือของจีนคือฤดูใบไม้ผลิ (ราวเดือนกุมภาพันธ์ถึงกลางเดือนเมษายน) และใบไม้ร่วง (ราวเดือนกันยายนถึงเดือนตุลาคม) อุณหภูมิประมาณ 20-30 องศาเซลเซียส อย่างไรก็ตามในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ในกรุงปักกิ่งมักมีพายุทรายจากทางเหนือพัดเข้ามา ภาคกลางของจีนซึ่งครอบคลุมเมืองสำคัญ เช่น นครเซี่ยงไฮ้ อู่ฮั่น จะมีฤดูหนาวที่สั้นกว่าทางภาคเหนือ แต่ก็มีอากาศหนาวพอๆ กับกรุงปักกิ่ง ภาคใต้ เช่น นครกวางโจว และเมืองใกล้เคียง อากาศร้อนและชื้น ฤดูร้อน (ราวเดือนเมษายนถึงเดือนสิงหาคม) อุณหภูมิสูงถึง 38 องศาเซลเซียส และมีฝนตกหนักและพายุใต้ฝุ่นในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงกันยายนของทุกปี

หลังจากจีนใหม่ได้สถาปนาขึ้นเมื่อปี 1949 แล้วเป็นต้นมา เศรษฐกิจจีนได้รับการพัฒนา ค่อนข้างเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ หลังจากจีนได้ดำเนินการการปฏิรูปและเปิดประเทศเมื่อปี 1978 แล้วเป็นต้นมา เศรษฐกิจจีนได้พัฒนาก้าวหน้าไปอย่างต่อเนื่องและไม่เป็นพิษเป็นภัยในอัตราความเร็ว ถัวเฉลี่ยต่อปีร้อยละ 9 ขึ้นไป เมื่อปี 2003 ยอดมวลรวมการผลิตภายในประเทศจีนสูงถึง 1 ล้านล้าน 4 แสนล้านดอลล่าห์สหรัฐ ปริมาณรวมทางเศรษฐกิจอยู่ในอันดับที่ 6 ของโลก รองลงมาจากอเมริกา ญี่ปุ่น เยอรมนี อังกฤษและฝรั่งเศส ถึงสิ้นปี 2003 มวลรวมการผลิตภายในประเทศถัวเฉลี่ยต่อคนของจีนได้ล้ำเกิน 1,000 ดอลล่าห์ สหรัฐ ปัจจุบัน การลงทุนและการบริโภคในประเทศจีนต่างก็มีสถานการณ์ดี เมื่อปี 2003 การลงทุน ทางสินทรัพย์ถาวรทั่วสังคมจีนมีถึง 5 ล้านล้าน 5 แสนล้านหยวนเหรินหมินปี้  ยอดอัตราการขายปลีกของสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วสังคมมีถึงประมาณ 4 ล้านล้าน 6 แสนล้านหยวน เหรินหมินปี้ อัตราการค้าต่างประเทศมีถึง 8 แสน 5 หมื่นล้านดอลล่าห์สหรัฐ ล้ำเกินอังกฤษและฝรั่งเศส อยู่ในอันดับที่ 4 ของโลก เพียงแต่น้อยกว่าอเมริกา เยอรมนีและญี่ปุ่นเท่านั้น ถึงสิ้นปี 2003 ปริมาณเงินตราต่างประเทศสำรองของจีนได้ล้ำเกิน 4 แสนล้านดอลล่าห์สหรัฐ อยู่ในอันดับที่ 2 ของโลก เพียงแต่น้อยกว่าญี่ปุ่นเท่านั้นในช่วง 20 กว่าปีหลังจากจีนได้ดำเนินการปฏิรูปเปิดประเทศและการสร้างสรรค์ที่ทันสมัยแล้ว เป็นต้นมา จีนได้บรรลุซึ่งการเปลี่ยนแปลงจากเศรษฐกิจที่วางโครงการสู่เศรษฐกิจการตลาดแห่งสังคมนิยมในขั้นพื้นฐาน ระบบเศรษฐกิจการตลาดแห่งสังคมนิยมได้สถาปนาขึ้นและทวีความ สมบูรณ์ยิ่งขึ้นอย่างมีขั้นตอน ขณะเดียวกัน กฎหมายและกฎข้อบังคับของจีนก็ทวีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตลาดเปิดกว้างยิ่งขึ้นมิได้ขาด บรรยากาศการลงทุนได้รับการปรับปรุงดีขึ้นอย่างไม่ขาดสาย การปฏิรูประบบการเงินได้ก้าวหน้าไปอย่างมั่นคง ทั้งนี้และทั้งนั้นล้วนได้สร้างหลักประกันที่พึ่งพาอาศัยได้แก่เศรษฐกิจจีนที่จะพัฒนาก้าวหน้าต่อไป หลังจากได้เข้าสู่ศตวรรษใหม่แล้ว จีนได้เสนอแนวความคิดที่จะให้มนุษย์กับธรรมชาติ มนุษย์กับสังคม เมืองกับชนบท ภาคตะวันออกกับภาคตะวันตก เศรษฐกิจกับสังคมพัฒนาอย่างทั่วด้านและประสานกลมกลืนกัน เมื่อปี 2002 การประชุมสมัชชาผู้แทนทั่วประเทศของพรรคคอมมิวนิสต์จีนครั้งที่ 16   ยังได้เสนอนโยบายการต่อสู้เกี่ยวกับสร้างสรรค์สังคมที่มีความสมบูรณ์ระดับปานกลางในปี 2020 ด้วย

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจจีนมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องและรวดเร็วมากภายใต้นโยบายการปฏิรูปและการเปิดประเทศจีนที่ดำเนินมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2521 โดยในปัจจุบันประเทศจีนเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับที่ 3 ของโลก เป็นรองแต่สหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น รัฐบาลจีนมีเป้าหมายที่จะเน้นผลผลิตทางการเกษตรให้พอเพียงสำหรับการบริโภคภายในประเทศ ในขณะเดียวกันก็จะเน้นการพัฒนาด้านเทคโนโลยีระดับสูงด้วย ในขณะที่ประเทศจีนเพิ่งเข้าเป็นสมาชิกขององค์การการค้าโลก (WTO) ได้เพียง 5 ปี ในปี 2549 จีนได้มีอัตราเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจจากร้อยละ 9.9 ในปี 2548 เป็นร้อยละ 10.7 สูงถึง 20.94 ล้านล้านล้านหยวน หรือ 2.68 ล้านล้านล้านดอลลาร์ สูงที่สุดในรอบ 11 ปี [1] ความร้อนแรงของเศรษฐกิจจีนโดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคอสังหาริมทรัพย์และอุตสาหกรรมเหล็กและซีเมนต์ทำให้รัฐบาลจีนออกมาตรการต่างๆ เพื่อชะลอการขยายตัวของเศรษฐกิจ ซึ่งปริมาณการขนถ่ายสินค้าและตู้คอนเทนเนอร์ ในท่าเรือจีนนั้นสูงเป็นอันดับหนึ่งของโลกมา 4 ปีแล้ว [2] จีนมีคู่ค้าสำคัญได้แก่ สหรัฐฯ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และเยอรมนี เงินตราสกุลเงินของจีนนั้นเรียกว่า “เหรินหมินปี้” (人民币)โดยมีหน่วยเรียกเป็น “หยวน” (元) 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 7.70 หยวน (2550) 1 ยูโร เท่ากับ 10.46 หยวน (2550) 1 หยวน เท่ากับ 5.15 บาท (2552) รายได้เฉลี่ยต่อหัวต่อปี 1,700 ดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2550) (ปี 2546 เป็นปีแรกที่สูงเกิน 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ) GDP ประมาณ 3,307,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2550) ถือว่าเศรษฐกิจของจีนมีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 4 ของโลก (รองจากสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และ เยอรมนี) ทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศ 1.533 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ม.ค.ปี 2551) อัตราเงินเฟ้อ ร้อยละ 4.07 (ปี 2551)

เกษตรกรรมของประเทศจีน

จีนเป็นประเทศใหญ่ด้านการเกษตร ประชากรในเขตชนบทส่วนใหญ่เป็นเกษตรกร ในสมัยเด็กของหลง หยู่ง ถู รูปแบบการผลิตด้านการเกษตรของจีนล้าหลังมาก บวกกับเกิดอุทกภัยและภัยแล้งเป็นประจำ ซ้ำยังมีสงครามกลางเมืองด้วย ทำให้เกษตรกรรมตกอยู่ในภาวะซบเซาขาดแคลนผลผลิตการเกษตรอย่างมาก และประชาชนเดือดร้อนมาก ปี 1949 ชาวชนบทจีนเฉลี่ยแล้วบริโภคธัญญาหารเพียง 180 กิโลกรัม ปี 1949 สาธารณรัฐประชาชนจีนสถาปนาขึ้น ใช้เวลา 3 ปี รัฐบาลจีนดำเนินการปฏิรูประบบที่ดิน โดยกระจายที่ดิน เครื่องมือการทำนาทำไร่และสัตว์ของเจ้าที่ดินแบ่งให้แก่ชาวนา นโยบายนี้ได้รับการสนับสนุนจากบรรดาเกษตรกร การเกษตรของจีนจึงได้รับการพัฒนาอย่างรวดเร็ว ปริมาณการผลิตธัญญาหารและฝ้ายเพิ่มขึ้นมากอย่างไม่เคยมีมาก่อน หลังจากนั้นจีนดำเนินโครงการชลประทานและปฏิรูปเทคนิคการเพาะปลูกเป็นการใหญ่ ทำให้ภาวะแวดล้อมการเกษตรได้รับการปรับปรุงดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ปริมาณการผลิตธัญญาหารเพิ่มขึ้นเรื่อยๆถึงปลายทศวรรษ 1970 การผลิตธัญญาหารและฝ้ายได้เพิ่มขึ้น 1 เท่าตัวเมื่อเทียบกับปี 1952 แม้ว่า การผลิตธัญญาหารได้เพิ่มขึ้นมากเช่นนี้ แต่เนื่องจากประชากรเพิ่มขึ้นยิ่งเร็วกว่า จีนยังเป็นประเทศที่ขาดแคลนอาหารเสมอ นายหยาง จี่ เลี่ยง ชาวชนบทของหมู่บ้านปี้ เซิ่ง เมืองฉือ โจว มณฑลอันฮุยกล่าวว่า ปัญหาปากท้องเป็นปัญหาที่หมู่บ้านไม่สามารถแก้ตกได้มาตลอด "เมื่อทศวรรษ 1960-1970 ขาดแคลนอาหารอย่างมาก ต้องกินผักป่าแทนข้าวเป็นประจำ" สมัยนั้น บรรดาชาวบ้านต้องไปทำนาทำไร่ด้วยกัน และแบ่งปันผลการเกษตรเท่ากัน ทำให้ชาวชนบทไม่ค่อยมีความกระตือรือร้นในการทำนาทำไร่ ถึงปลายปี 1978 หมู่บ้านเสี่ยว ก่าง ชน ได้นำหน้าดำเนินการปฏิรูประบบที่ดิน ให้ครอบครัวชาวชนบทรับเหมาที่ดินในการปลูกธัญญาหาร บ้านใครได้ผลผลิตมากบ้านเขาก็จะมีรายได้มาก ทำให้ชาวชนบทมีความกระตือรือร้นสูงในการเพาะปลูก ในปีที่สอง ผลผลิตธัญญาหารได้เพิ่มขึ้น 4 เท่าตัวเมื่อเทียบกับ 10 ปีที่ผ่านมา หลังจากนั้น รัฐบาลจีนตกลงเผยแพร่ประสบการณ์การรับเหมาที่ดินของหมู่บ้านเสี่ยว ก่าง ชนไปทั่วประเทศ หมู่บ้านของนายหยาง จี่ เลี่ยง ก็เริ่มปฏิรูประบบที่ดิน "ถึงทศวรรษที่ 1980-1990 เนื่องจากใช้ระบบรับเหมาที่ดิน ชาวชนบทมีความกระตือรือร้นในการผลิตธัญญาหารเพิ่มขึ้น ปัญหาปากท้องจึงได้รับการแก้ไขในขั้นพื้นฐาน" สถิติปรากฏว่า ในช่วงปี 1978-1984 แต่ละปี ผลการผลิตทางการเกษตรได้เพิ่มขึ้นต่อเนื่องกันด้วยอัตราเติบโต 8% และปี 2008 ปริมาณการผลิตธัญญาหารของจีนมีถึง 500 ล้านตัน นางหลิว ตง จู่ เจ้าหน้าที่ฝ่ายวางแผนสำรองธัญญาหารของสำนักงานธัญญาหารแห่งชาติของจีนกล่าวว่า ด้วยความพยายามเป็นเวลาหลายปี จีนแก้ปัญหาปากท้องของประชาชน 22%ของโลกด้วยที่ดินเพาะปลูกเพียง 7 %ของโลก นับว่าเป็นความมหัศจรรย์อย่างหนึ่งของโลก "ในการแก้ปัญหาปากท้อง จีนมุ่งมั่นที่จะอาศัยตนเอง พยายามไม่พึ่งพาต่างประเทศ  ปีหลังๆมานี้การบริโภคและการผลิตธัญญาหารทั่วประเทศจีนพอเพียงในขั้นพื้นฐาน อัตราบริโภคธัญญาหารที่ผลิตในจีนมีถึง 95 %ขึ้นไป " เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรมีความกระตือรือร้นมากขึ้นในการเพราะปลูกธัญญาหาร รัฐบาลจีนยังใช้มาตรการช่วยเหลือทางการเกษตรอีกมากมาย เฉพาะปี 2007 เงินช่วยเหลือเกษตรกรในการปลูกข้าวและซื้อเครื่องมือทำนาทำไร่มีถึง 600 ล้านกว่าหยวน ขณะเดียวกัน รัฐบาลใช้นโยบายปรับเพิ่มราคารับซื้อข้าว เพิ่มปริมาณการสำรองธัญญาหาร น้ำมันปรุงอาหารและเนื้อหมู นอกจากนี้รัฐบาลส่งเสริมชาวชนบทไปหางานทำในเมืองใหญ่ต่างๆ เพื่อให้ชาวชนบทมีรายได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่ปี 1998 จีนเริ่มยกเลิกภาษีการเกษตร จนถึง ปี 2006 ทั่วประเทศจีนได้ปลอดภาษีการเกษตร ลดภาระของบรรดาเกษตรกรถึง 130,000 ล้านหยวนต่อปี โดยทำให้ประวัติศาสตร์ที่เกษตรกรต้องเสียภาษีตั้งแต่สมัยโบราณมาเป็นเวลานานถึง 2600 ปีได้สิ้นสุดลง นโยบายและมาตรการดังกล่าวทำให้บรรดาเกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างมาก ระดับชีวิตความเป็นอยู่ได้รับการปรับปรุงดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ชาวชนบทไม่เพียงแต่สามารถซื้อโทรศัพท์มือถือ ยังปลูกบ้านหลังใหม่เป็นตึก 2-3 ชั้น บางบ้านยังมีรถเก๋งด้วย หยาง จี่ เลี่ยงรู้สึกพอใจต่อชีวิตในปัจจุบันมาก เขากล่าวว่า "ขณะนี้ ไม่เพียงแต่ไม่มีปัญหาปากท้อง ที่อยู่อาศัย การคมนาคมและการสื่อสารสะดวกสบายมาก" ตามแผนการที่รัฐบาลจีนตั้งเป้าไว้ว่า ถึงปี 2020 รายได้สุทธิของเกษตรกรจะเพิ่มขึ้นสองเท่าเมื่อเทียบกับปี 2008 และทั่วประเทศจะไม่มีผู้ยากจน

เมืองหลวงของจีน

ราชวงศ์ต้าซาง เมืองหลวงอิน 1350ปีก่อน ค.ศ. - 1046 ปีก่อน ค.ศ. 
ราชวงศ์โจวตะวันตก เมืองหลวงเฮา 1046 ปีก่อน ค.ศ. - 771 ปีก่อน ค.ศ. 
ราชวงศ์โจวตะวันออก เมืองหลวงลั่วหยาง 770 ปีก่อน ค.ศ. - 256 ปีก่อน ค.ศ. 
ราชวงศ์ฉิน เมืองหลวงเสียนหยาง 221 ปีก่อน ค.ศ. - 206 ปีก่อน ค.ศ.
 ราชวงศ์ฮั่นตะวันตก เมืองหลวงฉางอาน 206 ปีก่อน ค.ศ. - ค.ศ. 9 
ราชวงศ์ชิน เมืองหลวงฉางอาน พ.ศ. 551 - 566 (ค.ศ. 8 - 23) 
ราชวงศ์ฮั่นตะวันออก เมืองหลวงลั่วหยาง  พ.ศ. 568 - 737 (ค.ศ. 25 - 194) 
ราชวงศ์ฮั่นสมัยเฉาเชา  เมืองหลวงซวี่ฉาง พ.ศ. 737 - 763 (ค.ศ. 194 - 220) 
ราชวงศ์จิ้นตะวันตก เมืองหลวงลั่วหยาง พ.ศ. 808 - 859 (ค.ศ. 265 - 316) 
ราชวงศ์จิ้นตะวันออก   เมืองหลวงเจียนขั่ง พ.ศ. 860 - 963 (ค.ศ. 317 - 420) 
ราชวงศ์สุย  เมืองหลวงต้าซิง พ.ศ. 1124 - 1161 (ค.ศ. 581 - 618) 
ราชวงศ์ถัง เมืองหลวงฉางอาน พ.ศ. 1161 - 1450 (ค.ศ. 618 - 907) 
ราชวงศ์ซ่งเหนือ เมืองหลวงไคฟง  พ.ศ. 1503 - 1670 (ค.ศ. 960 - 1127) 
ราชวงศ์ซ่งใต้ เมืองหลวงหลินอัน พ.ศ. 1670 - 1822 (ค.ศ. 1127 - 1279) 
ราชวงศ์หยวน เมืองหลวงต้าตู พ.ศ. 1807 -  1911 (ค.ศ. 1264 - 1368) 
ราชวงศ์หมิง เมืองหลวงหนานจิง พ.ศ. 1911 - 1963 (ค.ศ. 1368 - 1420) 
ราชวงศ์หมิง เมืองหลวงปักกิ่ง พ.ศ. 1963 - 2187(ค.ศ.1420-1644)
ราชวงศ์ชิง เมืองหลวงปักกิ่ง พ.ศ. 2187 - 2454 (ค.ศ. 1644 - 1911) 
สาธารณรัฐจีนปี 1911 – 1949 เมืองหลวงปักกิ่งพ.ศ. 2455 - 2471 (ค.ศ. 1912 - 1928) 
สาธารณรัฐจีนปี 1911 - 1949 เมืองหลวงนานกิง พ.ศ. 2471 - 2480 (ค.ศ. 1928 - 1937) 
สาธารณรัฐจีนปี 1911 - 1949 เมืองหลวงอู่ฮั่น (ค.ศ. 1934 ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2) 
สาธารณรัฐจีนปี 1911 - 1949 เมืองหลวงฉงชิ่ง (ค.ศ. 1937 - 1945) 
สาธารณรัฐจีนปี 1911 - 1949 เมืองหลวงหนานจิง (ค.ศ. 1945 - 1949) 
สาธารณรัฐจีนปี 1911 – 1949 เมืองหลวงกว่างโจว (ค.ศ. 1949) 
สาธารณรัฐจีนปี 1911 – 1949 เมืองหลวงฉงชิ่ง (ค.ศ. 1949) 
สาธารณรัฐจีนบนเกาะไต้หวัน เมืองหลวงไทเป พ.ศ. 2492 - ปัจจุบัน 
สาธารณรัฐประชาชนจีน เมืองหลวงปักกิ่ง พ.ศ. 2492 - ปัจจุบัน  

ช่วงเวลาของราชวงศ์และยุคในประวัติศาสตร์จีน

ก่อนประวัติศาสตร์ - ราว 3 ล้านปี – ปี 2100 ก่อน ค.ศ. 
ราชวงศ์เซี่ย - ราวปี2100 –1600 ก่อนค.ศ.ราว 500 ปี 
ราชวงศ์ซาง - ราวปี1600 -1028 ก่อนค.ศ.ราว 550 ปีขึ้นไป 
ราชวงศ์โจว - ราวปี 1027 – 771 ก่อน ค.ศ. ราว 250 ปี 
โจวตะวันตก - ปี 770 – 256 ก่อน ค.ศ. ราว 515 ปี 
โจวตะวันออก - ปี 221 – 207 ก่อน ค.ศ. รวม 15 ปี 
ราชวงศ์ฉิน- ปี 202 ก่อน ค.ศ. – ค.ศ. 220 รวม 422 ปี 
ราชวงศ์ฮั่น - ปี 202 ก่อน ค.ศ. – ค.ศ. 8 รวม 210 ปี 
ฮั่นตะวันตก - ปี 202 ก่อน ค.ศ. – ค.ศ. 8 รวม 210 ปี

ยุคราชวงศ์ใต้ แยกย่อยได้เป็น  

ซ่ง - ค.ศ. 420 – 479 
ฉี - ค.ศ. 479 – 502 
เหลียง - ค.ศ. 502 – 557 
เฉิน   - ค.ศ. 557 – 589

ยุคราชวงศ์เหนือ แยกย่อยได้เป็น  

เว่ยเหนือ - ค.ศ. 386 – 534 
เว่ยตะวันออก - ค.ศ. 534 – 550 
เว่ยตะวันตก - ค.ศ. 535 – 556 
ฉีเหนือ  - ค.ศ. 550 – 557 
โจวเหนือ - ค.ศ. 557 – 581 
ราชวงศ์สุย  - ค.ศ. 581 – 618 รวม 38 ปี 
ราชวงศ์ถัง - ค.ศ. 618 – 907 รวม 290 ปี 
ยุคห้าราชวงศ์ และยุคสิบแคว้น - ค.ศ. 907 – 960 รวม 54 ปี

ยุคห้าราชวงศ์  

โฮ่วเหลียง - ค.ศ. 907 – 923 
โฮ่วถัง - ค.ศ. 923 – 936 
โฮ่วจิ้น - ค.ศ. 936 – 946 
โฮ่วฮั่น - ค.ศ. 947 – 950 
โฮ่วโจว - ค.ศ. 951 – 960

ยุคสิบแคว้น

อู๋ - ค.ศ. 902 – 937 
ถังใต้ - ค.ศ. 937 – 975 
เฉียนสู - ค.ศ. 907 – 925 
โฮ่วสู - ค.ศ. 934 – 965 
อู๋เยี่ยว์ - ค.ศ. 907 – 978 
ฉู่ - ค.ศ. 926 – 951 
หมิ่น - ค.ศ. 909 – 945 
ฮั่นใต้ - ค.ศ. 937 – 975 
ผิงใต้ หรือ จิงหนาน - ค.ศ. 924 – 963 
ฮั่นเหนือ - ค.ศ. 951 – 979 
ราชวงศ์ซ่ง - ค.ศ. 960 – 1279 รวม 320 ปี 
ซ่งเหนือ - ค.ศ. 960 – 1127 รวม 168 ปี
ซ่งใต้ - ค.ศ. 1127 – 1279 รวม 153 ปี

กรุณากรอกข้อความ...
Visitors: 16,606